ย้อนกลับ

ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง

ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง

           การเกิดวัฒนธรรมประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาของผู้คนในสังคมนั้นๆ เกิดจากวิถีชีวิตและความเชื่อของผู้คนในสังคมที่เป็นผู้หล่อหลอมให้คนในสังคมได้ตระหนักถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่นเดียวกันชาวเมืองลับแลในตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ก็มีประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง (โฮง หรือ โรง) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี โดยเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านในตำบลฝายหลวงและชุมชนใกล้เคียงในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อทำพิธีสรงน้ำเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ซึ่งเป็นวีรบุรุษทางวัฒนธรรมของชาวลับแลในอดีต

           ความเป็นมาของประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮงมีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งเล่าสืบต่อกันมาว่า บรรพบุรุษของชาวเมืองลับแลเคลื่อนย้ายมาจากเมืองเชียงแสนในรัชสมัยพระเจ้าพรหมกุมาร กษัตริย์ครองนครชัยปราการ หลักฐานที่ยึดเป็นที่ยืนยันได้คือ หมู่บ้านเชียงแสน หมู่ที่ 1 ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์  โดยการนำของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารผู้เป็นโอรสของพระเจ้าเรืองธิราช พระเจ้าเรืองธิราชได้ยกพลช้างม้า ไพร่พล นำเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารออกจากเมืองเชียงแสนมายังเมืองลับแล  และได้เกิดสงครามกับขอมเพื่อแย่งดินแดน เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารจึงได้ยกทัพไปปราบขอมและมีชัยชนะ จึงทำให้ชาวเมืองลับแลอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ ชาวเมืองจึงได้ฝังพระศพของพระองค์ไว้ที่ม่อนอารักษ์ และสร้างหอหรือโฮงเพื่อเป็นที่สถิตของดวงวิญญาณและใช้ในการทำพิธีบวงสรวงบูชาอยู่ที่เชิงม่อนอารักษ์

          ด้วยคุณงามความดีของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารที่มีต่อชาวลับแลตามประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เล่าสืบต่อกันมาให้ประชาชนได้ระลึกถึงคุณงามความดีของปฐมกษัตริย์แห่งเมืองลับแล จึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารที่เชิงม่อนอารักษ์ หมู่ที่ 7 บ้านท้องลับแล ตำบลฝายหลวง จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อปี พ.ศ.2526 และได้มีการจัดงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮงขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

          ในอดีตการแห่น้ำขึ้นโฮงจะมีการนำน้ำจากบ่อน้ำที่บ้านเรือนของตนมาร่วมกันทำพิธีสรงน้ำในช่วงเช้า ของวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ต่อมาทางราชการก็เข้ามีส่วนร่วมในการจัดการประเพณีทำให้มีการจัดขบวนแห่น้ำขึ้นโฮงอย่างยิ่งใหญ่ โดยเริ่มต้นขบวนจากที่ว่าการอำเภอลับแลมายังอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร แต่ภายหลังเห็นว่าเป็นการแห่ที่ใช้เวลานานและระยะทางค่อนข้างไกล จึงย้ายสถานที่เริ่มขบวนแห่มาอยู่ที่หน้าวัดดอนสักซึ่งอยู่ห่างจากอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารประมาณ 2 กิโลเมตร

          การจัดงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮงในปัจจุบันจะมีองค์การบริหารส่วนตำบลฝายหลวงเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ที่เป็นช่วงเวลาของการเข้าสู่ฤดูฝนของชาวลับแล ซึ่งจะมีการจัดขบวนแห่เป็น 3 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน  ในส่วนแรกจะเป็นขบวนตุงที่จะมีการประดับตุงถือตุงในขบวน

            ขบวนส่วนที่สองจะเป็นขบวนคานหาบ ซึ่งจะมีน้ำที่จะใช้ในการสรงอนุสาวรีย์และของเซ่นไหว้ที่จะนำไปถวายเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร

          และขบวนส่วนที่ ๓ จะเป็นขบวนวัฒนธรรมพื้นบ้านที่แสดงถึงวิถีชีวิตชาวบ้านตำบลฝายหลวง ผู้เข้าร่วมในขบวนก็จะมีการแต่งกายชุดผ้าทอพื้นเมืองสะพายย่ามเล็กๆที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวลับแล  

         หลังจากที่ตั้งขบวนที่ถนนหน้าวัดดอนสักเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ชาวบ้านจะพากันเดินแห่ไปยังอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารที่ลานอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร  พอไปถึงที่ลานอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารก็จะมีการนำเครื่องไหว้หรือเครื่องบวงสรวงไปวางรวมกันบนแท่นบวงสรวง  น้ำที่หาบมาร่วมขบวนซึ่งเป็นน้ำจากชุมชนต่างๆ ก็จะถูกนำมาเทรวมกันในตุ่มเพื่อใช้สรงน้ำอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ส่วนตุงหรือธงต่างๆ ก็จะถูกนำมาปักไว้รอบๆ ลานอนุสาวรีย์

          เมื่อเครื่องไหว้ถูกวางเป็นที่เรียบร้อย พราหมณ์ในพิธีก็จะทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร หลังจากทำพิธีบวงสรวงเสร็จต่อมาก็จะเป็นขั้นตอนเปิดงาน โดยการกล่าวรายงานจากผู้จัดงาน และมีประธานในพิธีเป็นผู้รับคำกล่าวรายงานและกล่าวเปิดงาน ซึ่งส่วนใหญ่ประธานในพิธีก็จะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ระดับจังหวัดหรือนักการเมืองระดับจังหวัด เมื่อกล่าวเปิดงานเสร็จแล้วประธานในพิธีก็จะลั่นฆ้องชัย และขึ้นไปผูกผ้าแพรเจ็ดสี พร้อมถวายพวกมาลัยและนำน้ำอบน้ำหอมขึ้นถวายสักการะดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารซึ่งเชื่อว่าสถิตในอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร

          หลังจากที่ประธานและแขกผู้มีเกียรติถวายสักการะและสรงน้ำอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นการแสดงถวายสักการะเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร โดยเริ่มจากการแสดงฟ้อนรำและปี่ซอพื้นเมืองจากหน่วยงานและผู้ศรัทธาต่างๆ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการแสดงชกมวย เนื่องจากชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารท่านโปรดการชกมวยเป็นอย่างมาก หากมีการบนบานศาลกล่าวก็มักจะแก้บนด้วยการชกมวยถวาย

          ในระหว่างที่บนลานอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารมีการแสดงต่างๆ นั้น ทางด้านโฮงเลี้ยงหรือหอเลี้ยงเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารซึ่งอยู่ตรงข้ามอนุสาวรีย์ก็จะมีการทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารแบบชาวบ้าน โดยจะมีผู้นำในการประกอบพิธีทำการบวงสรวงบูชาและมีร่างทรงเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารเพื่อทำการประทับทรง ชาวบ้านก็จะถวายเครื่องเซ่นไหว้ซึ่งเป็นเนื้อดิบ เหล้า อาหารที่ปรุงจากควายหรือหมูซึ่งทำการฆ่าเพื่อการเซ่นไหว้เป็นการเฉพาะ มีการเล่นปี่ซอและฟ้อนรำแบบพื้นเมืองถวายอยู่ในหอ จากนั้นร่างทรงเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารก็จะทานเครื่องเซ่นและให้พรแก่ผู้ที่มาร่วมงาน

          เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการแล้ว จากนั้นชาวบ้านที่มาร่วมงานก็จะแบ่งปันเครื่องเซ่นไหว้เพื่อนำไปเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และทำการถวายน้ำสรงอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน ในบางปีภาคกลางคืนก็จะมีการชกมวยถวายด้วย รอบๆ ลานอนุสาวรีย์และตามสองข้างทางในบริเวณนั้นก็จะมีร้านค้าของพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าพื้นเมืองและสินค้าต่างๆ จำหน่ายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ หลังเสร็จพิธีถวายน้ำสรงอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารแล้วชาวบ้านก็จะนำน้ำไปสรงน้ำตามศาลเจ้าปู่ที่อยู่ตามชุมชนของตนเองด้วย ซึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพนับถือต่อผีบรรพบุรุษในหมู่บ้านของตนเองควบคู่ไปกับการนับถือเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร

          จะเห็นได้ว่าประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮงเกิดจากตำนานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เล่าต่อกันมา และขั้นตอนพิธีการแห่น้ำขึ้นโฮงก็สื่อถึงความผูกพันและความเชื่อของชาวลับแลที่เชื่อว่าเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารเป็นปฐมกษัตริย์องค์แรกที่เป็นผู้ปกครองเมืองลับแล ทำให้ชาวเมืองลับแลต่างพากันเคารพนับถือสักการะในฐานะกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองลับแลให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข และได้สำนึกระลึกถึงความดีของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารที่ทรงปกครองให้ชาวเมืองลับแลให้อยู่ดีมีสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชผลทางการเกษตรมีความอุดมสมบูรณ์ดี

          ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮงของชาวอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ถือเป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของชุมชนที่มีต่อเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารซึ่งเป็นวีรบุรุษทางวัฒนธรรมของชุมชน ตลอดทั้งศักยภาพของชุมชน วิถีชีวิต ภูมิปัญญาในรูปแบบของเชิงวัตถุ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งกายแบบพื้นเมืองของผู้ที่มาร่วมงานอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น ตลอดจนเป็นประเพณีที่สร้างความภาคภูมิใจ ความรัก ความสามัคคีที่เกิดขึ้นภายในชุมชน อันจะนำมาซึ่งการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อความมั่งคงยั่งยืนทางสังคมวัฒนธรรมต่อไป

ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก

คุณ ธีระวัฒน์ แสนคำ จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ( http://www.sac.or.th )

Facebook fanpage อุตรดิตถ์ติดดาว

Facebook fanpage อุตรดิตถ์ 24 ชั่วโมง

63 views

0

แบ่งปัน