ย้อนกลับ

แม่ป๋าม เชียงใหม่

หนูชาวเขา เราครูอาสา

             ฉันเป็นครูคนหนึ่งที่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั้นรักการออกค่ายเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อมาเป็นครูแล้ว กิจกรรมออกค่ายต่างๆ ที่เคยทำก็ลดลงไป แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นความฝันที่ไม่เคยได้ลงมือทำคือการเป็นครูอาสา จนกระทั่งวันหนึ่งพี่ชายของฉันได้เล่าเรื่องของรุ่นพี่คนหนึ่งให้ฟังซึ่งเขาเป็นครูอาสาอยู่ที่ศูนย์อิสลามศึกษาแม่ป๋าม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ฉันก็ได้หาผู้ร่วมอุดมการณ์ รวมกลุ่มกันได้ 8 คน แต่ด้วยกับภาระหน้าที่ต่างๆทำให้มีคนว่างไปกันได้เพียง 4 คน คือ ฉัน พี่ชาย เพื่อน และสามีเพื่อน

             เราเดินทางกันโดยรถไฟเวลา 22.00 น. ตามกำหนดจะถึงสถานีเชียงใหม่เวลา 12.10 น. แล้วเราก็ถึงเชียงใหม่ตามเวลานั้นจริงๆ พวกเรานั่งรถบัสสีส้มไปที่ปากทางเข้า ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว แล้วครูที่ศูนย์ฯ ก็ขับรถมารับ แต่พวกเราทั้งหมดยังไม่ได้กลับเข้าที่พักกันตอนนั้น เราไปจ่ายตลาดกันเตรียมทำอาหารเย็นให้เด็กๆ "นี่ความเป็นครูอาสาของฉันเริ่มต้นขึ้นแล้วสินะ"

             เมื่อพวกเราไปถึงที่ศูนย์ศึกษาอิสลามบ้านแม่ป๋าม ภาพแรกที่เห็นนั่นก็คือภาพบรรยากาศยามเย็นที่เด็กๆ กำลังเล่นฟุตบอลกันอยู่ในสนาม โกลก็คือยางรถ ครูที่ศูนย์ฯ บอกว่า ไม่ต้องเตะให้เข้าก็ได้แค่เตะให้โดนยางรถก็ถือว่าเข้าแล้ว คำพูดของครูบนดอยและความสุขของเด็กๆ ตรงหน้าทำให้ฉันตกตะกอนความคิดได้ว่า "คนเราสามารถมีความสุขได้จากสิ่งที่มีอยู่จริงๆ แม้จะไม่ใช่งมาตรฐานของสังคม แต่ถ้าเป็นกติกาที่เรายอมรับร่วมกันก็พอแล้ว"

             ภรรยาของครูที่ศูนย์ฯ บอกกับเราสองคนว่า ให้ช่วยสอนภาษาไทยเด็กๆได้ไหม เด็กบางคนก็เขินอายที่จะฝึก แต่ฉันเห็นเด็กหลายคนรักหนังสือ เวลาว่างก็จะหยิบหนังสือนิทานขึ้นมาแต่ก็ได้แค่ดูรูปภาพแล้วก็พลิกเปลี่ยนหน้า ถ้าหากเขาอ่านหนังสือได้เขาก็คงจะได้รับรู้เนื้อหาสนุกๆ จากนิทานมากกว่าแค่การจินตนาการเนื้อเรื่องจากภาพ นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันมีพลังในการสอนเพิ่มขึ้นอีก ครั้งหนึ่งฉันเคยเดินยิ้ม ๆ เข้าไปถามว่าอ่านอะไร เท่านั้นแหละเด็กวิ่งหนีฉันเลย ในใจนึกว่าฉันคงเข้าหาผิดวิธี แต่ในภายหลังทราบจากครูว่าเขาไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้าต้องใช้เวลาสักพัก “เด็กต้องการเวลา ส่วนฉันก็ต้องพยายาม” ความคิดผุดขึ้นในนาทีนั้น

             ครั้งแรกที่ฉันสอนภาษาไทยให้เด็กๆ ทุกคนดูตื่นเต้นกับครูใหม่และตั้งใจเรียนแต่ด้วยกับความเป็นเด็กจึงทำให้สมาธิอยู่ได้ไม่นาน ฉันกับเพื่อนจึงเอาเกมมาเป็นแรงจูงใจ แล้วก็ได้ผล เกมที่เล่นก็คือซ่อนดินสอ ต่อดินสอเป็นภาพ โดมิโน่ดินสอ ซึ่งไม่ว่าจะคิดเกมอะไรใหม่ๆมา เด็กๆก็พร้อมที่จะสนุกไปกับเรา วันต่อมาก่อนเรียนเด็กๆ ก็หยิบอุปกรณ์การเรียนมาพร้อมกับดินสอกล่องนั้น เพื่อที่จะได้เล่นเกมหลังจากเรียนเสร็จ

             หลังจากอาหารกลางวันวันหนึ่ง ครูประจำศูนย์ฯ ได้แกะกล่องของเล่นและเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมา ภาพที่เห็นเหมือนกับพ่อแม่กำลังแบ่งของให้ลูกๆ ที่นั่งตักบ้าง นอนตักบ้าง และคลอเคลียอยู่ใกล้ๆบ้าง เด็กๆต่างพา กันลองเสื้อผ้าตัวโน้นตัวนี้ เล่นของเล่นชิ้นนั้นชิ้นนี้ ซึ่งของเล่นบางชิ้นก็ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมเล่น แต่เด็กๆก็เล่นในแบบของเขาอย่างสนุกสนาน ครูประจำศูนย์ฯ พูดกับพวกเราว่า “ดูสิ เด็กเรากำลังมีความสุขกับของเล่นที่มันพังแล้ว” หลายความรู้สึกปะทะกันในอารมณ์และสมองของพวกเรา พวกเราได้แต่นั่งมองหน้ากันเงียบๆ

            วันปิดค่ายได้มีการจัดกีฬาสีขึ้น เราได้ไปเล่นกันที่ริมแม่น้ำปิง หลังจากเล่นกีฬาสีเด็กๆกระโดดเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเด็กๆดูเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ เป็นของเล่นชิ้นพิเศษได้ด้วยกันทั้งนั้น ฉันเพียงแค่นั่งมองฉันก็มีความสุขยิ้มไปถึงหัวใจแล้ว

             การมาเป็นครูอาสาครั้งนี้ฉันตั้งใจว่าจะมาให้ความรู้ สอนหนังสือเด็กๆ แต่สิ่งที่ได้กลับไปมากกว่านั้น การกระทำของเด็กๆจุดประกายความคิดให้ฉันหลายอย่าง ส่วนครูที่ดูแลศูนย์ฯ และภรรยาก็เป็นคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเด็กๆ  เป็นเหมือนพลังที่ช่วยปลุกจิตวิญญาณความเป็นครูให้เพิ่มขึ้นมาอีก เวลาเพียง ๑ สัปดาห์ในช่วงปิดเทอมเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับฉัน แล้วฉันก็ตั้งใจว่า ปิดเทอมเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๑ ฉันจะกลับไปอีก

523 views

0

แบ่งปัน

มิวเซียมในจังหวัดเชียงใหม่