กำลังโหลดข้อมูล

museum thailand

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   ศูนย์วัฒนธรรมไทโส้ อำเภอกุสุมาลย์

ศูนย์วัฒนธรรมไทโส้ อำเภอกุสุมาลย์

21 April 2017

like 9

337 views

pav

/

next

ข้อมูลพิพิธภัณฑ์

                 ศูนย์วัฒนธรรมไทโส้อำเภอกุสุมาลย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2524 เพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนเครื่องประดับต่างๆ ของเจ้าเมืองกุสุมาลย์และของบรรพชนคนไทโส้ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา ภูตผีที่ชาวไทโส้นับถือ ประเพณี วัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของคนไทโส้ในอดีตให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลโส้รำลึก ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่เจ้าของชนเผ่าไทโส้ ซึ่งตรงกับ วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เป็นประจำทุกปี ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ว่าการ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร

ประวัติความเป็นมาของอำเภอกุสุมาลย์ 

                   เมื่อ พ.ศ. 2381  ราชวงศ์คำ  ได้รับตำแหน่งเป็นพระยาประเทศธานีเจ้าเมืองสกลนคร  จึงนำกำลังไพร่พลไปเกลี้ยกล่อมเอาครอบครัวหัวเมืองลาวที่ค้างอยู่ทางฝากฝั่งแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออก ให้ข้ามมาเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสนับสนุนของกองทัพญวน พ.ศ. 2385  ท้าวโรงกลางบุตรเจ้าเมืองวัง  ท้าวเพี้ยเมืองสูง  ท้าวเพี้ยบุตรโคตร หัวหน้าข่ากระโซ่ กับครอบครัวบ่าวไพร่ ได้เข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภารเป็นจำนวนมาก และตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่แถบฝั่งแม่น้ำโขง  และรอบเมืองสกลนคร

                   พ.ศ. 2387   พระยาประเทศธานี  นำหัวหน้าครอบครัวลาวกลุ่มต่าง ๆ ลงไปเฝ้าเสด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่กรุงเทพฯ และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านประขาวพันนาและบ้านกุสุมาลย์ขึ้นเป็นเมืองให้ท้าวโรงกลางเป็นพระเสนาณรงค์เจ้าเมืองพันนา  ท้าวเพี้ยงเมืองสูงเป็นหลวงอรัญอาสาเจ้าเมืองกุสุมาลย์ พระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่ง ให้ขึ้นตรงต่อเมืองสกลนคร

                   พ.ศ. 2405  ในราชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้แต่งตั้งเมืองโพธิไพศาล(ปัจจุบันตำบลโพธิไพศาล) เพราะเกิดขัดแย้งชิงตำแหน่งหน้าที่ราชการกัน  ให้ท้าวขัติยะเป็นพระไพศาลเสนานุรักษ์เจ้าเมืองโพธิไพศาล และในปีเดียวกันได้ย้ายเมืองกุสุมาลย์จากที่เดิม(ปัจจุบันคือบ้านเมืองเก่า)เพราะเกิดความแห้งแล้งและเกิดโรคระบาดมาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบัน

                   พ.ศ. 2419  หลวงอรัญอาสาได้ถึงอนิจกรรม ท้าวกิ่งบุตรชายหลวงอรัญอาสา  ซึ่งเคยไปเรียนวิชาการปกครองจากกรุงเทพฯ  ได้เป็นเจ้าเมืองกุสุมาลย์สืบต่อและได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงอรัญอาสา

                   พ.ศ. 2439  ในราชกาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนแปลงเมืองกุสุมาลย์และเมืองโพธิไพศาล ไปขึ้นกับเมืองนครพนม ต่อมาเมื่อมีการส่งเจ้านายเป็นผู้สำเร็จราชการมณฑลเจ้าฝ่ายเหนือ เมืองต่างๆจึงเปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอ เจ้าเมืองดำรงตำแหน่งนายอำเภอ

                   พ.ศ. 2456  ทางราชการยุบอำเภอกุสุมาลย์แล้วโอนท้องที่ไปขึ้นกับอำเภอเมืองสกลนครบ้าง อำเภอเมืองนครพนมบ้าง  กุสุมาลย์ จึงมีฐานะเป็นตำบลมาจนกระทั่ง วันที่  1  ตุลาคม  2505  จึงได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ

          พ.ศ.  2510  ได้มีราชกฤษฎีกา  ยกฐานะจากกิ่งอำเภอขึ้นเป็นอำเภอเมื่อวันที่  14  พฤศจิกายน  2510  มีพื้นที่ 454 ตารางกิโลเมตร  ตั้งอยู่ทิศตะวัตออกเฉียงเหนือของจังหวัดสกลนคร ระยะทางห่างจากจังหวัดสกลนคร 40 กิโลเมตร 

 

 

 

 

บริหารจัดการ

กรมศิลปากร

ประเภทพิพิธภัณฑ์

วิถีชิวิต, วัฒนธรรม, ประเพณี, ภูมิปัญญา และ ศาสนา

วัตถุจัดแสดงที่มีความสำคัญ / สิ่งที่น่าสนใจ

ประเพณีการเหยา

“เหยา”  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 กล่าวว่า “เหยา” เป็นคำกริยา “ยั่วให้โกรธ” แต่ในที่นี้แปลว่าเชิญวิญญาณเพื่อเข้าทรงเช่นเดียวกับการเข้าทรงของเจ้าทั่วไป

          สาเหตุของการเหยา “โส้” นั้นเกิดจากมีผู้เรียนทางไสยศาสตร์ในทางต่างๆ กัน เช่น เรียนเพื่อรักษาคนป่วย เรียนเพื่ออยู่ยงคงกระพัน ฯลฯ การเรียนในวิชาไสยศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

 

          ประเภทแรก  เรียนเฉพาะมนต์ หรือเวทย์มนต์คาถา เพื่อรักษาคนป่วย มีกิจกรรม เช่น ทำน้ำมนต์คาถา ขับไล่ เสี่ยงทาย จับ ผูก และมัด ให้วิญญาณร้ายออกไป หรือยอมจำนน

คนโทเงินพระราชทาน, ตราประทับเจ้าเมือง, หมวกเจ้าเมือง, ดาบเจ้าเมือง

แผนที่

ศูนย์วัฒนธรรมไทโส้ อำเภอกุสุมาลย์

ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ

333 หมู่ 1 ตำบลกุสุมาลย์ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 47210
Telephone : 0-4276-9052, 0-6860-8422
Fax : 042769318
Website : http://www.govesite.com/kusumal/index.php?p=1
Email : kusumal2555@hotmail.co.th

วันและเวลาทำการ

 เปิดจันทร์-ศุกร์ 8.30-16.30 น.

ค่าเข้าชม

ไม่เก็บค่าเข้าชม

เนื้อหาสำหรับประชาชนทั่วไป

เหมาะสม
ไม่เหมาะสม

เนื้อหาสำหรับเด็ก

เหมาะสม
ไม่เหมาะสม

รับบัตรเครดิต

รับ
ไม่รับ

รับจองล่วงหน้า

กรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะจะต้องทำหนังสือก่อนขอเข้าเยี่ยมชม

ที่จอดรถ

มีลานจอดรถ

0

แบ่งปัน
No museum available in this area
No hotel available in this area
No restaurants available in this area
No knowledge available in this area

สถานที่ใกล้เคียง

สถานที่ใกล้เคียงในระยะ 20 กิโลเมตร
เพิ่มสถานที่ใกล้เคียง
No museum available in this area
No hotel available in this area
No restaurants available in this area
No knowledge available in this area
Activities

21 Apr 2017

21 April 2017
ประเภทของผีที่เกี่ยวข้องกันการเหยา   แบ่งได้ 4 ชนิด คือ 1.       ผีหมอมนต์ 2.       ผีฟ้า หรือผีน้ำ 3.       ผีคุณ   4.       ผีมูลหรือผีตระกูล 1.       ประเภทของหมอมนต์ มีพิธีกรรม เช่น เหยาเลี้ยง หรือเหยาบน (ส่วนการเกลือกไข่ กระทง ลงผีน้อย หรือผีลงยันต์นั้นเป็นส่วนประกอบ) 2.       ประเภทผีฟ้า (ผีน้ำ) มีพิธีกรรม คือ -          เหยาธรรมดา -          เหยารักษาคนป่วย -          เหยาเรียกขวัญ แต่ละพิธีจะมีกิจกรรมโดยละเอียด ดังนี้ พิธีเกลือกไข่  หาไข่ไก่มา 1 ฟอง ให้ผู้ชำนาญในการเกลือกไขทำการอธิษฐานเสี่ยงทาย หากเป็นผีคุณให้กินตา หากเป็นผีเชื้อ (ผีตระกูลบรรพบุรุษ)  ให้กินปีก หากเป็นผีต้องให้กินกระดูกสันหลังแล้วใช้มือทั้งสองข้างถือไข่กวาดและถูเบาๆ ตามร่างกายของผู้ป่วยในทำนายว่าผีทำ (ผีเข้าสิง) ให้สำแดงเดชที่ไข่ตามที่อธิษฐานเสี่ยงทายแล้วทำให้ไข่แตกแกะไข่ออกให้อยู่ในชาม ใช้ใบกล้วย 1 นิ้วครึ่ง  ความยามตามต้องการกลับไข่ดูด้านตรงข้ามให้เห็นเด่นชัดหากมีผีทำให้แสดงในไข่แล้วบะไว้ (สัญญาไว้)  เป็นเสร็จพิธี พิธีลงยันต์  เริ่มด้วยการทำคายขันห้าวางไว้บนหมอน  ใช้ผ้ายันต์ปิดตาคนที่จะลงยันต์มือทั้งสองข้างของผู้ลงยันต์จะประนมมือนึกถึงคุณพระรัตนตรัยแล้วนั่งตามที่ตนถนัดผู้ลงยันต์จะมีอาการสั่งไปเรื่อยๆ ถ้าหากทราบเกี่ยวกับเรื่องราวใดก็จะกล่าวเรื่องนั้นออกมาในทำนองว่าผิดผีป่า  ผิดผีนา ผิดผีบ้าน ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งผู้ถามก็จะถามว่าจะให้ทำอย่างไรและต้องการอะไร  ผู้ลงยันต์ก็จะตอบในทำนองให้ “บน”  ให้คนป่วยหายเสียก่อนหากคนป่วยหายแล้วให้แก้บนในคาย ซึ่งเรียกว่า “ขันห้า” จะมีเงิน 8 บาท ส่วนเหล้า 1 ขวด นั้นตั้งไว้นอกขันห้า (คาย) เมื่อคนป่วยหายและได้แก้บนก็เลิกคายลงยันต์ เป็นเสร็จพิธี พิธีกระท็อง  ใช้ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว  ยาวประมาณ 2 นิ้ว ผ่าครึ่งโยนลงไปในกระด้งที่มีข้าวสารประมาณหยิบมือเดียว พร้อมทั้งอธิษฐานเสี่ยงทายตามความชำนาญของผู้เสี่ยงทาย  เมื่อเสี่ยงเป็นที่พอใจแล้วก็จะบะไว้ (สัญญา) ในทำนองว่า ถ้าหากว่าให้คนป่วยหายแล้วจะทำการแก้บน หากไม่หายก็ไม่ต้องแก้บน เป็นเสร็จพิธี ประเภทของการเหยา พิธีเหยาเรียกขวัญ แต่งคาย ขันห้า มีไข่ไก่ด้วย 1 ฟอง ข้าวสาร 1 ถ้วย เงิน 6 บาท ง้าว 1 เล่ม เหล้า 1 ขวด น้ำหอม 1 ขัน  หมอน 1 ใบ  แคน 1 อัน  พร้อมด้วยคนเป่าพอได้เวลาฤกษ์ “หมอเหยา”  ก็ขับให้เข้ากับเสียงแคน ในการลำขับนี้เป็นการเสี่ยงทายหาสาเหตุว่าในขณะนี้ขวัญของคนป่วยอยู่ที่ใดและอยู่กับใคร เมื่อหมอแคนเป่าแคน หมอเหยาก็จะลำเรียกขวัญ ขวัญของคนป่วยอยู่ที่ใดก็ให้กลับเข้ามาสู่ร่างให้ได้ เมื่อขวัญมาแล้วหมอเหยาก็จะบอกว่า ขวัญมาแล้ว และทำการผูกแขนรับขวัญคนป่วย เป็นเสร็จพิธี เหยารักษาคนป่วย  มีการแต่งคายตามแบบอย่างการเยา  เรียกขวัญทุกอย่าง เพิ่มผ้าถุง 1 ผืน  ผ้าขาวม้าหรือผ้าสีขาว ยาว 1 วา เงินอีก 12 บาท หมอเหยาจะเพิ่มอิทธิฤทธิ์ในการปราบผีวิญญาณที่เข้ามาสิงในร่างกายของคนป่วย เช่น การเหยียบไฟ แล้วไปเหยียบในที่เข้าใจว่าวิญญาณเข้าหลบซ่อนอยู่ในร่างกายคนป่วย  ตัดกระทงหน้าวัว (คล้ายกระทงสามเหลี่ยม ใช้เฉพาะกรณีที่มีการตัดกรรมตัดเวร  โดยใช้เส้นด้ายทำเป็นเชือกยาวพอประมาณข้างหนึ่ง ผู้ป่วยจับถือไว้ในลักษณะทั้งจับเหยียดขาและเท้าทั้งสองข้างไปข้างหน้าอีกข้างหนึ่งผูกติดกับกระทง หมอผีจะถือง้าวลำอ่อยลำเชิญและตัดกรรมตัดเวร พอลำมาถึงตอนตัดหมอเหยาก็ใช้ง้าวตัดด้ายให้ขาดออกจากกันเป็น 2 ท่อน แล้วนำด้ายที่ตัดไปผูกแขนผูกคอผู้ป่วยไว้ เพื่อเป็นการป้องกันวิญญาณร้ายไม่ให้เข้ามารังครวญอีก  นอกจากนี้หมอเหยายังอมเทียนเป่าเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยในทุกๆ แห่งที่คิดว่าวิญญาณสิงสู่ในร่างกายของผู้ป่วยเอง  เหยาแก้บน  แต่งคายตามแบบอย่างพิธีข้างต้น (เหยารักษาคนป่วย)  แต่เพิ่มคายเป็น 2 คาย มีเพิ่มกระทงที่มี 9 ช่อง ให้ทำรูปช้าง รูปม้า หรือรูปวัว (แต่งคล้ายกับเครื่องสะเดาะเคราะห์)  หมอเหยาจะเริ่มเหยาด้วยการแต่งชุดตามผีบอก  นั่งพับเพียบด้วยการก้มและเงยศีรษะเอามือทั้งสองข้างเสยผมพร้อมกับลำบอกให้ทราบว่าผู้ป่วยได้หายจากอาการป่วยแล้ว จึงได้แต่งเครื่องสังเวยมาแก้บน ขอให้วิญญาณที่เกี่ยวข้องจงมารับเครื่องสังเวยที่จัดไว้พร้อมแล้วนี้ และทำพิธีเชิญผีออกจากร่างกายของผู้ป่วยโดยใช้ข้าวเหนียวสุกกวาดตามร่างกายของผู้ป่วยซึ่งในขณะนั้นหายดีแล้ว อยู่ในลักษณะนั่งเหยียดขาทั้งสองข้างหมอเหยาจะลำอ่อยเชิญวิญญาณที่ยังคงเหลืออยู่ให้ออกไปโดยใช้ข้าวสุกกวาดตามร่างการของผู้ป่วยแล้วทิ้งลงในกระทง  ประมาณ 3-5 ก้อน แล้วทำการตัดด้ายจองเวรจองกรรม  โดยหมอเหยาใช้ง้าวตัดด้ายซึ่งผูกระหว่างกระทงและมือของผู้ป่วยขาดออกเป็น 2 ท่าน ญาติผู้ป่วยจะยกกระทงนั้นออจากบริเวณบ้านไปตามทิศทางที่ “ล่าม” บอกเพื่อส่งวิญญาณและในขณะเดียวกันหมอเหยาก็จะเสี่ยงทายหาสมุนไพรเพื่อรักษาคนป่วยให้หายขาด ต่อไป
pav

/

next

เรื่องเล่าในจังหวัดสกลนคร